นางสาวสรัลนุช คำเอี่ยม
วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556
วัดล้านขวด
(วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว) วัดล้านขวด
ท่องเที่ยววัดป่ามหาเจดีย์แก้ว หรือ วัดล้านขวด นี้ก่อสร้างขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.2525
มีพื้นที่ทั้งหมดรวม 18 ไร่ 3 งาน ตั้งอยู่ในท้องที่ ต.โนนสูง อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ
โดยพระครูวิเวกธรรมาจารย์ หรือ หลวงปู่ลอด ถิรคุโณ เป็นผู้ริเริ่มสร้างวัดนี้ขึ้น
บริเวณแห่งนี้เดิมทีเป็นป้าช้าสาธารณะของหมู่บ้านในละแวกนี้ ชาวบ้านจะใช้เป็นที่ฝังศพและเผาศพกัน
พื้นที่ลักษณะทั่วๆไปจะเป็นป่าโปร่งมีเถาวัลย์ขึ้นปกคลุม มีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด
เช่น ยางนา สะแบง ตะเคียน บาก ประดู่ โพธิ์ เมื่อหลวงปู่ลอด ถิรคุโณ
ได้เดินทางมาแสวงหาสถานที่ที่มีความวิเวกเพื่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมจากป่าช้าบ้านกระเจาเข้ามาพักปักกรดอยู่
ณ ป่าช้าหนองใหญ่แห่งนี้ (วัดล้านขวด) หลวงปู่ลอดได้นำคณะญาติโยมมาฝึกเจริญภาวนา
ปฏิบัติธรรม ต่อมาชาวบ้านเกิดความศรัทธาจึงได้ช่วยกันสร้างที่พักให้พระสงฆ์
จึงได้เริ่มอยู่จำพรรษาในปีนั้น สถานที่แห่งนี้จึงได้เริ่มพัฒนาเป็นที่พักสงฆ์
จนกระทั่งกลายมาเป็นวัดป่ามหาเจดีย์แก้ว หรือ วัดล้านขวด ในปัจจุบันจุดเริ่มต้นของการสร้างวัดที่เต็มไปด้วยขวด
เป็นอุปกรณ์ในการสร้างวัดนี้ เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2533 ทางวัดได้ใช้ขวดแก้วที่ไม่ใช้แล้วนับล้านๆขวดมาเป็นวัตถุดิบในการก่อสร้างวัดทั้งวัด
หลวงปู่ลอดไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแต่อย่างใด
แต่เนื่องจากว่าบริเวณใกล้เคียงมีขยะจำพวกขวดอยู่เป็นจำนวนมาก
จึงคิดหาทางที่จะจัดการกับขยะเหล่านี้
และได้เห็นว่าสีสันต่างๆของขวดที่ไม่ใช้แล้วเหล่านี้
สามารถนำกลับมาประดับตกแต่งใช้ใหม่ได้อย่างสวยงาม และประหยัดงบประมาณค่าสี
ค่ากระเบื้อง ได้อีกด้วย หลวงปู่ลอด จึงได้เก็บรวบรวมขวดจากหลายๆที่
จากหมู่บ้านในละแวกวัด และหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อนำมาใช้ในการสร้างวัดขึ้น
เมื่อได้ขวดจำนวนหนึ่ง จึงได้ริเริ่มก่อสร้างกุฏิที่พักสงฆ์หลังแรก ต่อมาเมื่อวัดล้านขวดเป็นที่รู้จักทั่วไปโดยการบอกเล่าปากต่อปากของชาวบ้านที่โนนสูงแล้ว
และคนในจังหวัดใกล้เคียงก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามาสู่วัดล้านขวดจากทุกสารทิศเป็นที่น่ายินดีที่ต่างคนต่างก็บอกต่อให้นำขวดมาร่วมบริจาคให้กับวัด
เช่น ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง ที่ได้มาจากพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ กันทรลักษ์
ขุขันธ์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ถ้าเป็นขวดเบียร์เขียวๆ ได้มาจาก ชลบุรี พัทยา
มีทั้งใส่รถสิบล้อ รถหกล้อ รถกระบะปิคอัพ นำมาให้วัดถึงที่ ส่วนคนที่มา ท่องเที่ยววัดป่ามหาเจดีย์แก้วก็จะมีขวดติดไม้ติดมือมาบริจาคด้วยเสมอ
จากนั้นการก่อสร้างศาลาฐานสโมสรมหาเจดีย์แก้วซึ่งมีความวิจิตรงดงามก็ได้เกิดขึ้น
ตามด้วยกุฏิที่พักสงฆ์หลังต่อๆไปก็ทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น
พระอุโบสถที่สร้างบนสระน้ำ หลังคาจัตุรมุข พระประธานในอุโบสถ คือ หลวงพ่อหยกขาว
ได้แกะสลักจากหยกขาวที่นำมาจากประเทศพม่า และแกะสลักโดยช่างจากอำเภอแม่สาย
จังหวัดเชียงราย มีความสวยงามเป็นหนึ่งไม่เหมือนที่ใด
เป็นที่เคารพสักการะของชาวพุทธทั่วไป หอฉัน ถังเก็บน้ำ เมรุเผาศพ
ซุ้มประตูทางเข้าวัด ตลอดจนห้องน้ำ
ล้วนเกิดจากขวดที่ใช้แล้วและนำมาบริจาคให้ที่วัดล้านขวดทั้งสิ้นอย่างไรก็ตาม
หลวงปู่ลอด ยังมีเจตนาที่จะให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ปริศนาธรรมให้กับญาติโยมได้พิจารณาว่า
ขวดเกิดจากแก้ว โดยคำว่าแก้วเป็นของดี เป็นของล้ำค่า ไม่ว่าจะเอาไปทำอะไร
หรือนำไปเป็นภาชนะบรรจุอะไรก็ตาม
สิ่งที่เป็นแก้วก็ยังเป็นแก้วล้ำค่าอยู่เหมือนเดิม และยิ่งไปกว่านั้น
ยังเป็นคติธรรมได้สอนใจญาติโยมเอาไว้ด้วยว่า เมื่อมาวัดให้เข้าถึงวัด
วัดจิตใจของตัวเอง ฝึกหัดขัดถูให้ใสเหมือนแก้ว เมื่อเป็นแก้วจะเอาไปทำอะไร
หรือเอาไปประดับอะไร จะกลายเป็นสิ่งที่มีค่ามีราคาและสวยงามอยู่เสมอ นั่นเองหลังจากสร้างวัดป่ามหาเจดีย์แก้ว
หรือ วัดล้านขวดเสร็จเรียบร้อย ปรากฎว่า
มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมวัดแห่งนี้เป็นอย่างมากมาย
แต่ทางวัดล้านขวดนี้ก็ไม่ได้มีการเก็บเงินค่าเข้าชมแต่อย่างใด
แต่จะมีตู้ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมบริจาคเงินสมทบตามจิตศรัทธา เป็นค่าน้ำ ค่าไฟ
ค่าบำรุงรักษาวัด เท่านั้น ท่องเที่ยววัดป่ามหาเจดีย์แก้ว หรือ วัดล้านขวด ถ้าเดินทางจากตัวจังหวัดศรีสะเกษแล้วให้ไปยัง อ.ขุนหาญ
ตามเส้นทางหมายเลข 211 และ 2111 ผ่าน
อ.พยุห์ อ.ไพรบึง เป็นระยะทางประมาณ 61
วัดพระธาตุเรืองรอง
วัดพระธาตุเรืองรอง
|
|
|
|
|
ชื่อพิพิธภัณฑ์
: พระธาตุเรืองรอง(พิพิธภัณฑ์สี่เผ่าไทย)
หน่วยงานที่รับผิดชอบ : วัดสร้างเรือง
ผู้รับผิดชอบหลัก : เทียนทอง
พงษ์พีระ โทร 01-0671729 / 045-821058
ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดสร้างเรือง
ตำบลหญ้าปล้อง อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ
อยู่ห่างจากตัวเมืองศรีสะเกษไปทางทิศเหนือ
ประมาณ 5 กิโลเมตร
ประวัติความเป็นมา :
พระธาตุเรืองรอง (พิพิธภัณฑ์สี่เผ่าไทย) ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดสร้างเรือง ตำบลหญ้าปล้องอำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ในปี พ.ศ.2511 หลวงปู่ธัมมา พิทักษา ผู้ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่บ้านสร้างเรือง และขณะนั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดอมรทายิการาม (วัดใหม่ยายมอญ) เขตบางกอกน้อย กรุงเทพ ฯ ได้กลับมายังเป็นผู้นำในการบุกเบิกป่าช้าเก่าของบ้านสร้างเรืองซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 1 ไร่เศษสร้างเป็นวัดประจำหมู่บ้าน ในขณะเดียวกันก็มีการขยายพื้นที่ทั้งการขอรับบริจาคและซื้อที่ดินใกล้เคียงเพิ่มเติมจนมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 6 ไร่เศษ และได้มีการพัฒนาวัด บ้านสร้างเรืองอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ (ได้รับพระราชทานวิสุงคามวาสี) เมื่อปี พ.ศ.2520 ภายหลังจากการก่อสร้างวัดแล้วเสร็จ หลวงปู่ธัมมา พิทักษาก็ได้มีแนวคิดว่าจะสร้างพระธาตุให้เป็นสถานที่ให้ชาวบ้านได้สักการบูชา โดยเห็นว่าชาวพุทธในเขตอีสานใต้ส่วนใหญ่ มีฐานะค่อนข้างยากจน ปูชนียสถานทางพุทธศาสนาแต่ละแห่งก็อยู่ห่างไกล เช่น พระธาตุพนม (ประมาณ 400 กิโลเมตร) ประปฐมเจดีย์ (ประมาณ 600 กิโลเมตร) พระพุทธบาทสระบุรี (ประมาณ 500 กิโลเมตร) พระธาตุดอยสุเทพ (ประมาณ 1,000 กิโลเมตร)โอกาสที่จะไปสักการบูชา ปูชนียสถานก็เป็นไปได้ยาก บางคนเกิดมาชั่วอายุก็ไม่มีโอกาสสักครั้งในชีวิต ดังนั้น หลวงปู่ธัมมา พิทักษา จึงตัดสินใจสร้างพระธาตุเรืองรองขึ้น ที่วัดสร้างเรืองซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของท่านให้ผู้คนในเขตอีสานใต้ได้สักการบูชา พระธาตุเรืองรองเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2525 ปัจจุบันถือว่ายังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ยังมีสิ่งที่ต้องเพิ่มเติมอีกหลาย ๆ ประการ ตัวพระธาตุ มีฐานกว้าง 30 x 30 เมตร สูง 43.60 เมตร มี 6 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ (กระดูกของพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์สาวก) ให้ชาวบ้านได้สักการบูชาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชน ส่วนอาคาร 5 ชั้นที่เหลือ จัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์สี่เผ่าไทยที่เน้นการจัดแสดง วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญในเขตอีสานใต้ อันได้แก่ ชาติพันธุ์เขมร ถิ่นไทย กูยหรือส่วย ไทยลาว และ ชาติพันธุ์เญอ โดยจัดแสดงทั้งในรูปแบบ ของแบบจำลองปูนปั้นขนาดเท่าจริง (1:1) การจัดแสดงโบราณวัตถุและเครื่องมือเครื่องใช้ในวิถีชีวิตประเภทต่าง ๆ ที่ชาวบ้านเคยใช้นับแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน การจัดแสดงแบบจำลองปูนปั้นปริศนาธรรม รวมทั้งมีสถานที่สำหรับสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา รวมทั้งภาพเขียนภาพ ตามฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เช่น สถานที่สำคัญทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีในเขตอีสานใต้ วรรณกรรมท้องถิ่นประเภทนิทาน และชาดก เป็นต้น บริเวณโดยรอบพระธาตุเรืองรองก็มีการตกแต่งพื้นที่โดยการสร้างแบบจำลองปูนปั้นปริศนาธรรม และแบบจำลองปูนปั้นประเพณี พิธีกรรมที่สำคัญของชาวอีสาน รวมทั้งมีการจัดสถานที่สำหรับการร่วมทำบุญโดยการบริจาค บูชาวัตถุมงคล และจำหน่ายของที่ระลึก รายได้ทั้งหมด จะนำมาใช้ในการปรับปรุงพัฒนาพระธาตุเรืองรองต่อไป
อาคารสถานที่ :
เดิมวัดสร้างเรืองเป็นป่าช้าที่มีพื้นที่เพียง 1 ไร่เศษเท่านั้นต่อมาหลวงปู่ได้ขอบิณฑบาตและขอซื้อที่ดินเพื่อขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุด มีเนื้อที่ถึง 6 ไร่เศษขนาดของ พระธาตุเรืองรอง กว้าง 30 เมตร ยาว 30 เมตร ขนาดของความสูง 43 เมตร 60 เซนติเมตร มีทั้งหมด 6 ชั้น
การจัดแสดงภายใน :
ประเภทของวัตถุสะสมและการจัดแสดงภายใน 1. โบราณวัตถุและเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันตั้งแต่อดีต 2. แบบจำลองปูนปั้น วิถีชีวิตของ 4 กลุ่มชาติพันธุ์ ประเพณีพิธีกรรมของชาวอีสาน วิถีชีวิตของชาวอีสาน ปริศนาธรรม สัตว์ ชนิดต่าง ๆ และคนในสถานภาพต่าง ๆ เป็นต้น 3. สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพุทธศาสนา เช่น พระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปปางต่าง ๆ วัตถุมงคล เป็นต้น ลักษณะพิเศษที่เป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าต่อชุมชน : 1. ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของ 4 กลุ่มชาติพันธุ์หลักในเขตอีสานใต้ คือ เขมรถิ่นไทย กูยหรือส่วย ไทยลาว และเญอ ทั้งนี้เนื่องจากสังคมในเขต อีสานใต้ในปัจจุบันกำลังถูกวัฒนธรรมกระแสหลักครอบงำอย่างรวดเร็ว เอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่สำคัญทั้งด้านภาษา การแต่งกาย ขนบธรรมเนียม ประเพณี พิธีกรรมหลาย ๆ ประการเริ่มจางหายไปจากวิถีชีวิตของผู้คนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ดังนั้น การจัดแสดงเพื่อกระตุ้นให้สังคมได้รับรู้และเห็นคุณค่า ของความเป็นชาติพันธุ์ในพระธาตุเรืองรอง (พิพิธภัณฑ์สี่เผ่าไทย)จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการก่อให้เกิดความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญ ของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์โดยส่วนรวม 2. พระธาตุเรืองรอง (พิพิธภัณฑ์สี่เผ่าไทย) เป็นศาสนสถานที่เป็นเสมือนสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจของพุทธศาสนิกชน พร้อม ๆ กับทำหน้าที่ เป็นแหล่งเรียนรู้นอกระบบโรงเรียน การผสมผสานระหว่าง คติความเชื่อทางศาสนากับการจัดการเรียนรู้ดังที่ดำเนินการในพระธาตุเรืองรอง (พิพิธภัณฑ์สี่เผ่าไทย) จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดกับสังคมโดยรวม 3. องค์ความรู้หลายประการในพระธาตุเรืองรอง (พิพิธภัณฑ์สี่เผ่าไทย) เป็นองค์ความรู้ ที่สามารถนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนได้โดยง่าย ทั้งในรูปแบบของการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น การใช้พระธาตุเรืองรอง (พิพิธภัณฑ์สี่เผ่าไทย)เป็นแหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียน เป็นต้น |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








