วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

ปราสาทเมืองจันทร์

                        ปราสาทบ้านเมืองจันทร์ อ.เมืองจันทร์ จ.ศรีสะเกษ





ปราสาทบ้านเมืองจันทร์ (Prasat ban muangjan)


ตั้งอยู่ในบริเวณวัดเมืองจันทร์ หมู่ 1 ตำบลเมืองจันทร์ อำเภอเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ อยู่ห่างจากปราสาทสระกำแพงใหญ่ 15 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ ประมาณ 42 กิโลเมตร (ถนนหลวงหมายเลย 226 แยกอุทุมพรพิสัย – เมืองจันทร์)

ปราสาทบ้านเมืองจันทร์เป็นปราสาท หรือ ปรางค์เดี่ยว ฐานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 3.40 เมตร สูง 15 เมตร มี 4 ชั้น สร้างด้วยอิฐสอปูน รูปทรงสี่เหลี่ยมย่อมุม ยอดเ รียวแหลม ซุ้มประดูทั้งสี่ด้านเป็นประตูหลอก ไม่มีกำแพงแก้ว ทับหลังหรือศิลาจำหลักใดๆ ทั้งสิ้น รูปทรงและขนาดมีลักษณะคล้ายกับปราสาทบ้านโนนธาตุหรือปราสาทห้วยทับทัน อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ มากที่สุด จะแตกต่างก็เพียงเป็นปราสาทเดี่ยว แต่ปราสาทที่บ้านโนนธาตุ เป็นปราสาท 3 องค์

ในบริเวณปราสาทบ้านเมืองจันทร์ มีการขุดพบในเสมาหิน สลักเป็นรูปดอกบัวตูม และอาจารย์ศรีศักรวิลลิโภดม ได้ให้ข้อสันนิษฐานไว้ว่า “เสมาหินในภาคอีสาน มีมากมายหลายแบบกว่าภาคอื่นๆ เป็นลักษณะพิเศษของวัฒนธรรมอีสาน ที่มีการเกี่ยวโยงกับลัทธิความเชื่อเรื่องการถือผี และการเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่เข้ามาปะปนกับการนับถือพุทธศาสนา ด้วยเหตุนี้ใบเสมาหินที่สลักเป็นรูปดอกบัว หรือกลีบบัว จึงเป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนา ”


นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าปราสาทบ้านเมืองจันทร์ อาจจะสร้างในราวสมัยอยุธยาตอนปลาย หรืออาจจะในช่วงที่มีการบูรณปฏิสังขรณ์ ปราสาทบ้านโนนธาตุ อำเภอห้วยทับทับ จังหวัดศรีสะเกษ และเป็นพุทธสถานมากกว่าจะเกี่ยวกับลัทธิความเชื่อในศาสนาอื่น หรืออาจจะสร้างเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรืออัฐิธาตุของพระเถระ หรือบุคคลสำคัญ ที่ชุมชนให้ความเคารพศรัทธาก็ได้


ที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ชุมชนที่อยู่ในบริเวณโดยรอบ เป็นที่อยู่อาศัยของขาวกูยหรือชาวส่วย และอยู่ไม่ไกลจากปราสาทสระกำแพงใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์อำนาจและแหล่งอารยธรรมของอาณาจักรเขมรโบราณ ไม่มากนัก







วัดล้านขวด

(วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว) วัดล้านขวด



                    ท่องเที่ยววัดป่ามหาเจดีย์แก้ว หรือ วัดล้านขวด นี้ก่อสร้างขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.2525 มีพื้นที่ทั้งหมดรวม 18 ไร่ 3 งาน ตั้งอยู่ในท้องที่ ต.โนนสูง อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ โดยพระครูวิเวกธรรมาจารย์ หรือ หลวงปู่ลอด ถิรคุโณ เป็นผู้ริเริ่มสร้างวัดนี้ขึ้น บริเวณแห่งนี้เดิมทีเป็นป้าช้าสาธารณะของหมู่บ้านในละแวกนี้ ชาวบ้านจะใช้เป็นที่ฝังศพและเผาศพกัน พื้นที่ลักษณะทั่วๆไปจะเป็นป่าโปร่งมีเถาวัลย์ขึ้นปกคลุม มีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด เช่น ยางนา สะแบง ตะเคียน บาก ประดู่ โพธิ์ เมื่อหลวงปู่ลอด ถิรคุโณ ได้เดินทางมาแสวงหาสถานที่ที่มีความวิเวกเพื่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมจากป่าช้าบ้านกระเจาเข้ามาพักปักกรดอยู่ ณ ป่าช้าหนองใหญ่แห่งนี้ (วัดล้านขวด) หลวงปู่ลอดได้นำคณะญาติโยมมาฝึกเจริญภาวนา ปฏิบัติธรรม ต่อมาชาวบ้านเกิดความศรัทธาจึงได้ช่วยกันสร้างที่พักให้พระสงฆ์ จึงได้เริ่มอยู่จำพรรษาในปีนั้น สถานที่แห่งนี้จึงได้เริ่มพัฒนาเป็นที่พักสงฆ์ จนกระทั่งกลายมาเป็นวัดป่ามหาเจดีย์แก้ว หรือ วัดล้านขวด ในปัจจุบันจุดเริ่มต้นของการสร้างวัดที่เต็มไปด้วยขวด เป็นอุปกรณ์ในการสร้างวัดนี้ เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2533 ทางวัดได้ใช้ขวดแก้วที่ไม่ใช้แล้วนับล้านๆขวดมาเป็นวัตถุดิบในการก่อสร้างวัดทั้งวัด หลวงปู่ลอดไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะให้วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแต่อย่างใด แต่เนื่องจากว่าบริเวณใกล้เคียงมีขยะจำพวกขวดอยู่เป็นจำนวนมาก จึงคิดหาทางที่จะจัดการกับขยะเหล่านี้ และได้เห็นว่าสีสันต่างๆของขวดที่ไม่ใช้แล้วเหล่านี้ สามารถนำกลับมาประดับตกแต่งใช้ใหม่ได้อย่างสวยงาม และประหยัดงบประมาณค่าสี ค่ากระเบื้อง ได้อีกด้วย หลวงปู่ลอด จึงได้เก็บรวบรวมขวดจากหลายๆที่ จากหมู่บ้านในละแวกวัด และหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อนำมาใช้ในการสร้างวัดขึ้น เมื่อได้ขวดจำนวนหนึ่ง จึงได้ริเริ่มก่อสร้างกุฏิที่พักสงฆ์หลังแรก ต่อมาเมื่อวัดล้านขวดเป็นที่รู้จักทั่วไปโดยการบอกเล่าปากต่อปากของชาวบ้านที่โนนสูงแล้ว และคนในจังหวัดใกล้เคียงก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามาสู่วัดล้านขวดจากทุกสารทิศเป็นที่น่ายินดีที่ต่างคนต่างก็บอกต่อให้นำขวดมาร่วมบริจาคให้กับวัด เช่น ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง ที่ได้มาจากพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ กันทรลักษ์ ขุขันธ์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ถ้าเป็นขวดเบียร์เขียวๆ ได้มาจาก ชลบุรี พัทยา มีทั้งใส่รถสิบล้อ รถหกล้อ รถกระบะปิคอัพ นำมาให้วัดถึงที่ ส่วนคนที่มา ท่องเที่ยววัดป่ามหาเจดีย์แก้วก็จะมีขวดติดไม้ติดมือมาบริจาคด้วยเสมอ จากนั้นการก่อสร้างศาลาฐานสโมสรมหาเจดีย์แก้วซึ่งมีความวิจิตรงดงามก็ได้เกิดขึ้น ตามด้วยกุฏิที่พักสงฆ์หลังต่อๆไปก็ทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น พระอุโบสถที่สร้างบนสระน้ำ หลังคาจัตุรมุข พระประธานในอุโบสถ คือ หลวงพ่อหยกขาว ได้แกะสลักจากหยกขาวที่นำมาจากประเทศพม่า และแกะสลักโดยช่างจากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มีความสวยงามเป็นหนึ่งไม่เหมือนที่ใด เป็นที่เคารพสักการะของชาวพุทธทั่วไป หอฉัน ถังเก็บน้ำ เมรุเผาศพ ซุ้มประตูทางเข้าวัด ตลอดจนห้องน้ำ ล้วนเกิดจากขวดที่ใช้แล้วและนำมาบริจาคให้ที่วัดล้านขวดทั้งสิ้นอย่างไรก็ตาม หลวงปู่ลอด ยังมีเจตนาที่จะให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ปริศนาธรรมให้กับญาติโยมได้พิจารณาว่า ขวดเกิดจากแก้ว โดยคำว่าแก้วเป็นของดี เป็นของล้ำค่า ไม่ว่าจะเอาไปทำอะไร หรือนำไปเป็นภาชนะบรรจุอะไรก็ตาม สิ่งที่เป็นแก้วก็ยังเป็นแก้วล้ำค่าอยู่เหมือนเดิม และยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นคติธรรมได้สอนใจญาติโยมเอาไว้ด้วยว่า เมื่อมาวัดให้เข้าถึงวัด วัดจิตใจของตัวเอง ฝึกหัดขัดถูให้ใสเหมือนแก้ว เมื่อเป็นแก้วจะเอาไปทำอะไร หรือเอาไปประดับอะไร จะกลายเป็นสิ่งที่มีค่ามีราคาและสวยงามอยู่เสมอ นั่นเองหลังจากสร้างวัดป่ามหาเจดีย์แก้ว หรือ วัดล้านขวดเสร็จเรียบร้อย ปรากฎว่า มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมวัดแห่งนี้เป็นอย่างมากมาย แต่ทางวัดล้านขวดนี้ก็ไม่ได้มีการเก็บเงินค่าเข้าชมแต่อย่างใด แต่จะมีตู้ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมบริจาคเงินสมทบตามจิตศรัทธา เป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบำรุงรักษาวัด เท่านั้น ท่องเที่ยววัดป่ามหาเจดีย์แก้ว หรือ วัดล้านขวด ถ้าเดินทางจากตัวจังหวัดศรีสะเกษแล้วให้ไปยัง อ.ขุนหาญ ตามเส้นทางหมายเลข 211 และ 2111 ผ่าน อ.พยุห์ อ.ไพรบึง เป็นระยะทางประมาณ 61



                             กุฎิวัดล้านขวด เป็นกุฎิหลังเล็กๆ สร้างอยู่ท่ามกลางไม้ใหญ่ร่มครึ้ม



                    ศาลาฐานสโมมหาเจดีย์แก้ว เจดีย์แก้วสร้างด้วยการนำขวดมาประดับโดยรอบ




                   เมรุ สถานที่ฌาปนกิจศพตามแบบพุทธศาสนา การก่อสร้างประดับด้วยขวดแก้ว



                       ประตูอุโบสถ ผนังด้านหน้าและรอบๆ ประดับด้วยขวดอย่างสวยงามทั้งหมด

วัดพระธาตุเรืองรอง

วัดพระธาตุเรืองรอง


                      


ชื่อพิพิธภัณฑ์  :  พระธาตุเรืองรอง(พิพิธภัณฑ์สี่เผ่าไทย)
หน่วยงานที่รับผิดชอบ  : วัดสร้างเรือง
ผู้รับผิดชอบหลัก  :  เทียนทอง พงษ์พีระ โทร 01-0671729 / 045-821058
ที่ตั้ง  :  ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดสร้างเรือง ตำบลหญ้าปล้อง อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ อยู่ห่างจากตัวเมืองศรีสะเกษไปทางทิศเหนือ
ประมาณ 5 กิโลเมตร
ประวัติความเป็นมา :
                      พระธาตุเรืองรอง (พิพิธภัณฑ์สี่เผ่าไทย) ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดสร้างเรือง ตำบลหญ้าปล้องอำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ
                     ในปี พ.ศ.2511 หลวงปู่ธัมมา พิทักษา ผู้ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่บ้านสร้างเรือง และขณะนั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดอมรทายิการาม (วัดใหม่ยายมอญ)
เขตบางกอกน้อย กรุงเทพ ฯ ได้กลับมายังเป็นผู้นำในการบุกเบิกป่าช้าเก่าของบ้านสร้างเรืองซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 1 ไร่เศษสร้างเป็นวัดประจำหมู่บ้าน
ในขณะเดียวกันก็มีการขยายพื้นที่ทั้งการขอรับบริจาคและซื้อที่ดินใกล้เคียงเพิ่มเติมจนมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 6 ไร่เศษ และได้มีการพัฒนาวัด
บ้านสร้างเรืองอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนเสร็จสิ้นสมบูรณ์ (ได้รับพระราชทานวิสุงคามวาสี) เมื่อปี พ.ศ.2520  ภายหลังจากการก่อสร้างวัดแล้วเสร็จ
หลวงปู่ธัมมา พิทักษาก็ได้มีแนวคิดว่าจะสร้างพระธาตุให้เป็นสถานที่ให้ชาวบ้านได้สักการบูชา โดยเห็นว่าชาวพุทธในเขตอีสานใต้ส่วนใหญ่
มีฐานะค่อนข้างยากจน ปูชนียสถานทางพุทธศาสนาแต่ละแห่งก็อยู่ห่างไกล เช่น พระธาตุพนม (ประมาณ 400 กิโลเมตร) ประปฐมเจดีย์
(ประมาณ 600 กิโลเมตร) พระพุทธบาทสระบุรี (ประมาณ 500 กิโลเมตร) พระธาตุดอยสุเทพ (ประมาณ 1,000 กิโลเมตร)โอกาสที่จะไปสักการบูชา
ปูชนียสถานก็เป็นไปได้ยาก บางคนเกิดมาชั่วอายุก็ไม่มีโอกาสสักครั้งในชีวิต ดังนั้น หลวงปู่ธัมมา พิทักษา จึงตัดสินใจสร้างพระธาตุเรืองรองขึ้น
ที่วัดสร้างเรืองซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของท่านให้ผู้คนในเขตอีสานใต้ได้สักการบูชา
                     พระธาตุเรืองรองเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2525 ปัจจุบันถือว่ายังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ยังมีสิ่งที่ต้องเพิ่มเติมอีกหลาย ๆ ประการ ตัวพระธาตุ
มีฐานกว้าง 30 x 30 เมตร สูง 43.60 เมตร มี 6 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ (กระดูกของพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์สาวก)
ให้ชาวบ้านได้สักการบูชาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชน ส่วนอาคาร 5 ชั้นที่เหลือ จัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์สี่เผ่าไทยที่เน้นการจัดแสดง
วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญในเขตอีสานใต้ อันได้แก่ ชาติพันธุ์เขมร ถิ่นไทย กูยหรือส่วย ไทยลาว และ ชาติพันธุ์เญอ โดยจัดแสดงทั้งในรูปแบบ
ของแบบจำลองปูนปั้นขนาดเท่าจริง (1:1) การจัดแสดงโบราณวัตถุและเครื่องมือเครื่องใช้ในวิถีชีวิตประเภทต่าง ๆ ที่ชาวบ้านเคยใช้นับแต่อดีต
จนถึงปัจจุบัน การจัดแสดงแบบจำลองปูนปั้นปริศนาธรรม รวมทั้งมีสถานที่สำหรับสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา รวมทั้งภาพเขียนภาพ
ตามฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เช่น สถานที่สำคัญทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีในเขตอีสานใต้ วรรณกรรมท้องถิ่นประเภทนิทาน
และชาดก เป็นต้น
                    บริเวณโดยรอบพระธาตุเรืองรองก็มีการตกแต่งพื้นที่โดยการสร้างแบบจำลองปูนปั้นปริศนาธรรม และแบบจำลองปูนปั้นประเพณี
พิธีกรรมที่สำคัญของชาวอีสาน รวมทั้งมีการจัดสถานที่สำหรับการร่วมทำบุญโดยการบริจาค บูชาวัตถุมงคล และจำหน่ายของที่ระลึก รายได้ทั้งหมด
จะนำมาใช้ในการปรับปรุงพัฒนาพระธาตุเรืองรองต่อไป
อาคารสถานที่  :
                    เดิมวัดสร้างเรืองเป็นป่าช้าที่มีพื้นที่เพียง 1 ไร่เศษเท่านั้นต่อมาหลวงปู่ได้ขอบิณฑบาตและขอซื้อที่ดินเพื่อขยายพื้นที่ออกไปเรื่อยๆ
จนในที่สุด มีเนื้อที่ถึง 6 ไร่เศษขนาดของ พระธาตุเรืองรอง กว้าง 30 เมตร ยาว 30 เมตร ขนาดของความสูง 43 เมตร 60 เซนติเมตร มีทั้งหมด 6 ชั้น
การจัดแสดงภายใน  :
                    ประเภทของวัตถุสะสมและการจัดแสดงภายใน
                             1. โบราณวัตถุและเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันตั้งแต่อดีต
                             2.  แบบจำลองปูนปั้น วิถีชีวิตของ 4 กลุ่มชาติพันธุ์ ประเพณีพิธีกรรมของชาวอีสาน วิถีชีวิตของชาวอีสาน ปริศนาธรรม สัตว์
ชนิดต่าง ๆ และคนในสถานภาพต่าง ๆ เป็นต้น
                             3. สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพุทธศาสนา เช่น พระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปปางต่าง ๆ วัตถุมงคล เป็นต้น

ลักษณะพิเศษที่เป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าต่อชุมชน  :
                    
1. ความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของ 4 กลุ่มชาติพันธุ์หลักในเขตอีสานใต้ คือ เขมรถิ่นไทย กูยหรือส่วย ไทยลาว และเญอ ทั้งนี้เนื่องจากสังคมในเขต
อีสานใต้ในปัจจุบันกำลังถูกวัฒนธรรมกระแสหลักครอบงำอย่างรวดเร็ว เอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่สำคัญทั้งด้านภาษา การแต่งกาย ขนบธรรมเนียม
ประเพณี พิธีกรรมหลาย ๆ ประการเริ่มจางหายไปจากวิถีชีวิตของผู้คนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ดังนั้น การจัดแสดงเพื่อกระตุ้นให้สังคมได้รับรู้และเห็นคุณค่า
ของความเป็นชาติพันธุ์ในพระธาตุเรืองรอง (พิพิธภัณฑ์สี่เผ่าไทย)จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการก่อให้เกิดความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญ
ของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์โดยส่วนรวม
                   2. พระธาตุเรืองรอง (พิพิธภัณฑ์สี่เผ่าไทย) เป็นศาสนสถานที่เป็นเสมือนสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจของพุทธศาสนิกชน พร้อม ๆ กับทำหน้าที่
เป็นแหล่งเรียนรู้นอกระบบโรงเรียน การผสมผสานระหว่าง คติความเชื่อทางศาสนากับการจัดการเรียนรู้ดังที่ดำเนินการในพระธาตุเรืองรอง
(พิพิธภัณฑ์สี่เผ่าไทย) จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดกับสังคมโดยรวม
                   3. องค์ความรู้หลายประการในพระธาตุเรืองรอง (พิพิธภัณฑ์สี่เผ่าไทย) เป็นองค์ความรู้ ที่สามารถนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
สำหรับนักเรียนได้โดยง่าย ทั้งในรูปแบบของการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น การใช้พระธาตุเรืองรอง (พิพิธภัณฑ์สี่เผ่าไทย)เป็นแหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียน
เป็นต้น